ประวัติความเป็นมาของบริษัท

บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จํากัด (มหาชน) ก่อตั้งครั้งแรกในวันที่ 3 มิถนายน 2548 ด้วยทุนจดทะเบียนจํานวน 1.5 ล้านบาท โดยนายธวัชชัย เลิศรุ่งเรือง และนางสาววรรณชนก วารุณประภา เพื่อดําเนินธุรกิจเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยให้กับบริษัทประกันวินาศภัยต่างๆ โดยมุ่งเน้นขายประกันภัยรถยนต์เป็นหลัก ทั้งนี้จากประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์ (Outsource Call Center) ให้กับบริษัทประกันวินาศภัยต่างๆ ตั้งแต่ปี 2547 ผ่านบริษัท เอ-สแควร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (“A2” ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกัน) ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทจึงได้เล็งเห็นโอกาสในการดำเนินธุรกิจการขายประกันภัยรถยนต์ผ่านช่องทางการโทรศัพท์ (Telemarketing) ที่มีแนวโน้มขยายตัวในแต่ละปีตามปริมาณรถยนต์ที่จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปที่ให้ความสำคัญในการทำประกันภัยรถยนต์เพื่อป้องกันความเสี่ยงและความเสียหายที่เกิดจากอุบัติเหตุและมีผลต่อทรัพย์สินและชีวิตของผู้บริโภคเอง ดังนั้นบริษัทจึงได้ขอใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยประเภทการจัดการให้มีการประกันภัยโดยตรงตั้งแต่ปี 2548 ซึ่งบริษัทได้ซื้อฐานข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายจากบริษัทภายนอกที่จำหน่ายฐานข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเป็นประจำ เพื่อดำเนินการขายประกันวินาศภัยประเภทรถยนต์ผ่านทางโทรศัพท์ และให้ A2 เป็นผู้ให้บริการระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (ระบบ IT) ให้กับบริษัท และต่อมาผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ขยายธุรกิจไปยังการเป็นนายหน้าขายประกันชีวิต โดยซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท เฟิร์สท เนชั่นนัล ไลฟ์ โบรคเกอร์ จำกัด จากบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกันในปี 2550 (และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอเอสเอ็น ไลฟ์ โบรกเกอร์ จำกัด (“ASNL”)) พร้อมทั้งได้พัฒนาระบบ IT ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ฐานข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยส่งเสริมการขายประกันภัยรถยนต์ผ่านช่องทางการโทรศัพท์ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว อีกทั้งบริษัทยังได้พัฒนาระบบการตรวจสอบคุณภาพบทสนทนาของพนักงานขายสำหรับการขายประกันภัยประเภทต่างๆ ผ่านช่องทางการโทรศัพท์ ระบบการติดตามเบี้ยประกันภัยจากลูกค้า ระบบส่งข้อมูลและการยืนยันค่านายหน้ากับบริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิต เป็นต้น

ในปี 2556 ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทได้มีการปรับโครงสร้างการถือหุ้นภายในกลุ่มบริษัทเพื่อขจัดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยบริษัทมีการซื้อทรัพย์สินและรับโอนผู้บริหารและพนักงานจาก A2 มาเป็นผู้บริหารและพนักงานของบริษัท และที่ประชุมคณะกรรมการของ A2 ได้มีมติที่จะไม่ประกอบธุรกิจที่แข่งขันและ / หรือขัดแย้งกับธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อย ในเดือนสิงหาคม 2556 โดย A2 ได้หยุดการประกอบธุรกิจตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 เป็นต้นมา และ ณ ปัจจุบัน A2 ไม่ได้ประกอบธุรกิจใดๆ อีกทัง้ บริษัทได้เข้าซื้อหุ้นของ ASNL ในสัดส่วนร้อยละ 99.99 จากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท ทำให้ ASNL มีฐานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท โดยบริษัทมีนโยบายให้แต่ละบริษัทดำเนินธุรกิจธุรกิจการขายประกันภัยรถยนต์และประกันชีวิตผ่านช่องทางการโทรศัพท์เหมือนเดิม กล่าวคือ บริษัทจะดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยประเภทรถยนต์เป็นหลัก และบริษัทย่อยจะดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันชีวิต

ปัจจุบัน บริษัทเป็นนายหน้าประกันวินาศภัย โดยมุ่งเน้นขายประกันภัยรถยนต์เป็นหลัก ให้กับบริษัทประกันวินาศภัยชั้นนำภายในประเทศจำนวน 16 ราย และเป็นนายหน้าประกันชีวิตให้กับบริษัทประกันชีวิตชั้นนำภายในประเทศจำนวน 2 ราย โดยมีศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์ตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่เลขที่ 388 อาคารไอบีเอ็ม ชั้น16 บี ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพ 10400 และมีสำนักงานทำงานและห้องสัมมนาเพื่อพัฒนาความรู้และความสามารถในการเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันชีวิตให้กับพนักงานของบริษัทและบริษัทย่อยในชั้น12 และชั้นบี 1 (ชั้นใต้ดิน) ของอาคารไอบีเอ็ม

สำหรับพัฒนาการที่สำคัญของบริษัท สามารถสรุปได้ดังนี้

  • ปี 2548

    • จัดตั้งบริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 1.5 ล้านบาท มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท จำนวน 150,000 หุ้น เพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยประเภทการประกันภัยรถยนต์ผ่านช่องทางโทรศัพท์ ทั้งการประกันภัยรถยนต์แบบภาคสมัครใจ และแบบภาคบังคับ และเช่าพื้นที่จำนวน 499 ตารางเมตร เพื่อใช้เป็นสำนักงานใหญ่ตัง้ อยู่ที่ 388 อาคารไอบีเอ็ม ชั้น 16 บี ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพ 10400 โดยใช้ระบบโทรศัพท์แบบธรรมดาทั่วไป (ระบบ PABX)
    • บริษัทได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันวินาศภัยประเภทการจัดการให้มีการประกันภัยโดยตรงจากกรมการประกันภัย (ปัจจุบัน เปลี่ยนชื่อเป็นสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ.) ตั้งแต่เดือนกันยายน ปี 2548 และได้รับการต่ออายุใบอนุญาตดังกล่าว ซึ่งมีอายุสิ้นสุดในเดือนกันยายน ปี 2561
    • พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้ในงานขายประกันทางโทรศัพท์โดยเฉพาะ และระบบการปฏิบัติงานด้านหลังการขาย เช่น การติดตามกรมธรรม์กับบริษัทประกันวินาศภัย การติดตามการส่งกรมธรรม์ให้กับลูกค้า และการพิมพ์กรมธรรม์ เป็นต้น เพื่อให้สามารถส่งข้อมูลการขายประกันภัยให้กับบริษัทประกันภัยได้สะดวกและรวดเร็ว
  • ปี 2549

    • พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับการวางบิลเรียกเก็บค่านายหน้าประกันภัยและค่าบริการอื่นจากบริษัทประกันวินาศภัยและการตัดชำระค่าเบี้ยประกันภัยผ่านบัตรเครดิตของลูกค้าบริษัท
  • ปี 2550

    • ขยายพื้นที่ศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์ เพื่อรับจ้างให้บริการ (outsource) ศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์ให้กับบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง โดยเช่าพื้นที่จำนวน 529 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารไอบีเอ็ม ชั้น 12 เอ ทำให้บริษัทมีพืน้ ที่การให้บริการรวม 1,028 ตารางเมตร
    • ขยายพื้นที่ศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์ โดยเช่าพื้นที่จำนวน 620 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารไอบีเอ็ม ชั้นบี1 ทำให้บริษัทมีพื้นที่การให้บริการรวม 1,648 ตารางเมตร
    • พัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระบบการดำเนินธุรกิจต่างๆ ผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ได้แก่
      • ระบบโปรแกรมการแก้ไขและตีกลับงานกับบริษัทประกันวินาศภัย ซึ่งสามารถเชื่อมข้อมูลระหว่างบริษัทประกันวินาศภัยกับบริษัท
      • ระบบโปรแกรมการทวงหนี้ซึ่งใช้ระบบการส่ง SMS เตือนลูกค้าก่อนครบกำหนดวันชำระเบี้ยประกันล่วงหน้า 3 วัน ระบบติดต่อลูกค้าทางโทรศัพท์อัตโนมัติ และระบบพิมพ์จดหมายเตือนการชำระเบี้ยประกันอัตโนมัติ และ
      • ระบบโปรแกรมทางการเงินที่นำเงินจากการชำระเบี้ยประกันของลูกค้าในทุกช่องทางการชำระเงินเข้าระบบงานข้อมูลของบริษัทในตอนเช้าของวันถัดไปโดยอัตโนมัติ
    • กลุ่มผู้ถือหุ้นของบริษัทได้ซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท เฟิร์สท เนชั่นนัล โบรกเกอร์ จำกัด จากผู้ถือหุ้นเดิมซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มูลค่าการซื้อขาย 300,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่เจรจาตกลงร่วมกัน เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าประกันชีวิตผ่านช่องทางโทรศัพท์ และเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท เอเอสเอ็น ไลฟ์ โบรกเกอร์ จำกัด
  • ปี 2551

    • บริษัทเพิ่มทุนจดทะเบียนและชำระแล้วจาก 1.5 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทมีคุณสมบัติทางด้านทุนชำระแล้วสอดคล้องตามประกาศของ คปภ.
    • ASNL ได้รับใบอนุญาตเป็นนายหน้าประกันชีวิตประเภทการจัดการให้มีการประกันภัยโดยตรงจาก คปภ. ตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2551 และได้ดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตครั้งล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์ 2559 ซึ่งใบอนุญาตฉบับล่าสุดดังกล่าวมีอายุสิ้นสุดในเดือนมีนาคม ปี 2564
  • ปี 2552

    • พัฒนาระบบบันทึกบทสนทนาและระบบตรวจสอบคุณภาพของพนักงานขายทางโทรศัพท์ของศูนย์ให้บริการทางโทรศัพท์เพื่อให้สามารถติดตามผลการปฏิบัติงานของพนักงานขายประกันของบริษัท
  • ปี 2553

    • พัฒนาระบบโปรแกรมการขายจากระบบโทรศัพท์แบบธรรมดาทั่วไปเป็นระบบ Internet Protocal (IP Based) ทำให้พนักงานของบริษัทสามารถสับเปลี่ยนที่นั่งเพื่อใช้โทรศัพท์ในการขายประกันภัย (Free Seating) โดยใช้รหัสพนักงานและรหัสผ่าน (ID. และ Password)
    • จัดจ้างบุคคลภายนอก (outsource) ซึ่งเป็นผู้จัดหาฐานข้อมูลลูกค้าและโทรศัพท์ติดต่อกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายในเบื้องต้นก่อนที่จะแจ้งให้พนักงานขายของบริษัทเป็นผู้โทรปิดการขายกับลูกค้ารายดังกล่าว อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ยกเลิกการจ้างบุคคลดังกล่าวแล้วในปี 2556
  • ปี 2554

    • ร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทประกันวินาศภัยแห่งหนึ่ง (Partner) ในการจัดหาและบริหารฐานข้อมูลลูกค้า เพื่อให้บริษัทนำไปใช้ขายประกันรถยนต์และประกันอุบัติเหตุให้กับบริษัทประกันวินาศภัยดังกล่าวผ่านทางโทรศัพท์ (Telemarketing) โดยมีข้อตกลงที่แบ่งรายได้ร่วมกัน
    • ทดลองงานขายประกันทางโทรศัพท์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการเชื่อมต่อกับ Website ของบริษัทประกันชีวิตดังกล่าวเพื่อให้พนักงานของบริษัทสามารถโทรศัพท์ติดต่อกับลูกค้าเพื่อขายประกันชีวิตในกรณีที่ลูกค้ารายดังกล่าวเข้ามาติดต่อผ่านWebsite ของบริษัทประกันชีวิต โดยมีข้อตกลงที่แบ่งรายได้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน บริษัทได้ยกเลิกวิธีการขายดังกล่าวไปแล้ว
  • ปี 2555

    • เพิ่มช่องทางการจำหน่ายประกันผ่านทาง Website ของบริษัท
  • ปี 2556

    • ผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทได้ปรับโครงสร้างการถือหุ้นภายในกลุ่มบริษัท ดังนี้
      • บริษัทมีการซื้อทรัพย์สินและรับโอนผู้บริหารและพนักงาน จากบริษัท เอ-สแควร์ เน็ตเวิร์ค จำกัด (“A2”) ซึ่งเป็นบริษัทที่ เกี่ยวข้อง มาเป็นผู้บริหารและพนักงานของบริษัท และที่ประชุมคณะกรรมการของ A2 ได้มีมติที่จะไม่ประกอบธุรกิจที่แข่งขันและ /หรือขัดแย้งกับธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อยในเดือนสิงหาคม ปี 2556 โดย A2 ได้หยุดการประกอบธุรกิจตั้งแต่เดือนเมษายน 2557 เป็นต้นมา และ ณ ปัจจุบัน A2ไม่ได้ประกอบธุรกิจใดๆ
      • บริษัทเข้าซื้อหุ้นของ ASNL ในสัดส่วนร้อยละ 99.99 จากผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัท เพื่อเป็นบริษัทย่อยของบริษัท แต่ยังคงมีนโยบายให้แต่ละบริษัทดำเนินธุรกิจการขายประกันภัยรถยนต์และประกันชีวิต ผ่านช่องทางการโทรศัพท์เหมือนเดิม กล่าวคือ บริษัทจะดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยประเภทรถยนต์เป็นหลัก และบริษัทย่อยจะดำเนินธุรกิจนายหน้าประกันชีวิต
    • ทดลองงานขายประกันทางโทรศัพท์ โดยร่วมมือกับพันธมิตรที่เป็นบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง ในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในการเชื่อมต่อกับ Website ของบริษัทประกันชีวิตดังกล่าวเพื่อให้พนักงานของบริษัทสามารถโทรศัพท์ติดต่อกับลูกค้าเพื่อขายประกันชีวิตในกรณีที่ลูกค้ารายดังกล่าวเข้ามาติดต่อผ่านWebsite ของบริษัทประกันชีวิต โดยมีข้อตกลงที่แบ่งรายได้ร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน บริษัทได้ยกเลิกวิธีการขายดังกล่าวไปแล้ว
  • ปี 2557

    • เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นการประกันอุบัติเหตุเพื่อใช้ในการขายให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยร่วมมือกับบริษัทประกันวินาศภัยแห่งเดียวกันที่บริษัททำธุรกิจร่วมกันในปี 2554 ทั้งนี้บริษัทและบริษัทประกันวินาศภัยดังกล่าวร่วมมือกันในการจัดหาและบริหารฐานข้อมูลฐานลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้บริษัทดำเนินขายผลิตภัณฑ์ประกันอุบัติเหตุของบริษัทประกันวินาศภัยดังกล่าว
  • ปี 2558

    • บริษัทจดทะเบียนแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัดเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2558 โดยมีชื่อว่า ”บริษัท เอเอสเอ็น โบรกเกอร์ จำกัด (มหาชน)” และได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากเดิม 10 บาทต่อหุ้นเป็น 0.25 บาทต่อหุ้น รวมทั้งได้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 2 ล้านบาท เป็น 65 ล้านบาท โดยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนดังนี้
      • จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท จำนวนไม่เกิน 192,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท มูลค่ารวม 48 ล้านบาท เพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ซึ่งได้ชำระเงินเพิ่มทุนทั้งหมดในวันที่ 25 มิถุนายน 2558
      • จัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท จำนวนไม่เกิน 60,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.25 บาท เพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป (Initial Public Offering)
    • ร่วมมือกับ 5 บริษัทประกันวินาศภัยที่มีความเชี่ยวชาญการทำประกันรถยนต์ โดยบริษัทจะแบ่งแยกฐานข้อมูลของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายเพื่อขายประกันรถยนต์ตามยี่ห้อรถยนต์ ซึ่งทำให้บริษัทประกันวินาศภัย และบริษัทสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งให้ ผลตอบแทนจากการดำเนินงานที่เพิ่มสูงขึ้น
  • ปี 2559

    • บริษัทได้เปลี่ยนแปลงมูลค่าหุ้นที่ตราไว้จากเดิม 0.25 บาทต่อหุ้นเป็น 0.50 บาทต่อหุ้น โดยมีทุนจดทะเบียนจำนวน 65 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 130 ล้านหุ้น และบริษัทมีทุนชำระแล้วจำนวน 50 ล้านบาท แบ่งเป็นจำนวนหุ้นสามัญที่ชำระแล้วจำนวน 100 ล้านหุ้น ส่วนจำนวนหุ้นที่เหลือ จำนวน 30 ล้านหุ้นจะเสนอขายให้กับประชาชน